
ชั่วชีวิตคน คนหนึ่งเราเจอหมอกี่คน เข้าโรงพยาบาลกี่ครั้ง แน่นอนว่าครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
ส่วนใหญ่เรามักอยู่ที่นั่น ส่วนฉัน ตอนท้ายนั้นไม่รู้แต่
ตอนเริ่มฉันไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล ใต้ถุนบ้านในเช้าวันจันทร์ขณะที่แม่กำลังจะไปจ่ายตลาด ฉันเกิดที่นั่น
หลายคนรวมทั้งฉันด้วยที่ไม่เคยคิดอยากเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชน
ที่หรูหราดูคล้ายโรงแรมห้าดาว แต่กลิ่น หรือความรู้สึกมันไม่ได้แตกต่างกันเลย มันคือ
ที่ที่สำหรับซ่อมมนุษย์ แน่นอนว่าเราเกิดมาแล้วต้องตายเป็นธรรมดา ธรรมดาคือปกติ ไม่ได้พิเศษหรือแตกต่างจากคนอื่นๆ
แต่ขณะที่เรามีชีวิตอยู่ทั้งมีสติและไม่มีสติ เรามักลืมความจริงข้อนี้ไป เรามักคิดว่าเราจะมีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ
หายใจและสบายดีอยู่เรื่อยๆ จนเมื่อวันหนึ่งมาถึง อาจไม่ใช่วันของเรา แต่เป็นวันของคนอื่นๆ ที่เรารู้จัก หรือสนิท
สติของเรา ทำงานอีกครั้ง ทบทวนถึงการมีชีวิตอยู่ ทบทวนถึงสุขภาพร่างกายของตน ถึงอย่างไร เราก็หนีไม่พ้นอยู่ดี
หากเราคิดว่าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ ใช้ให้คุ้มค่า ให้มีความสุขดั่งใจเราปรารถนา แต่จริงๆแล้ว เราไม่เคยรู้เลยว่า เราจะมีชีวิต
อยู่ถึงเมื่อไหร่กันแน่ ที่เขียนมามิใช่จะให้ปลงหรือจะให้หันหน้าเข้าวัดแต่อย่างใด เพียงแต่อยากเล่าสิ่งที่ได้ยินมาให้ได้ยินกันต่อ
ถามว่า เราวัดอะไรจากความเจริญทางวิทยาศาตร์ ? สิบกว่าวันมานี้ ผมมีเพื่อนเป็นหมอตั้งสี่คน และหมอเด็กอีกหนึ่ง สามหมอนั้น
ขอสมัครเป็นลูกศิษย์เพื่อมาให้สอนสีน้ำ ส่วนหมอเด็กรู้จักกันในวันงาน ART LANE
สามหมอที่ว่าเป็นชายหนึ่งหญิงสอง หมอชายที่ว่าภายนอกอาจดูแปลกๆตามประสาหมอหนุ่มใส่
แว่นหน้าตาจืดๆ แต่มีความฉลาดถึงขั้นอัจฉริยะ ทักษะทางศิลปะหมอไม่ดีเอาเสียเลย หากดีจะมาเรียนทำไมว่ะ
นั่นนะซิ หลังเลิกเรียน เราคุยกันถึง
เรื่องระบบต่างๆในร่างกายของมนุษย์ ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อจบชีวิตลงด้วยสาเหตุต่างๆ
สองวันก่อนหน้านี้ หมอให้ยืมหนังสือ How We Die ซึ่งแปลเป็นไทยแล้ว ชื่อว่า เราตายอย่างไร
เนื้อหาก็จะบอกเล่าถึงประสบการณ์ของผู้เขียนซึ่งเป็นหมอที่ได้เห็นคนตายต่อหน้าในลักษณะต่างๆกัน
ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนหมอจนถึงวัยเกษียณ คำถามเกิดขึ้นมากมายภายหลังจาอ่านไปสองสามบท
มนุษย์คืออะไรกันแน่
ตอนนี้ผมแยกร่างกายกับวิญาณหรือในส่วนที่เป็นความรู้สึกออกจากกันไปกอ่น คือมองมนุษย์ที่เป็นเพียงร่างกายอย่างเดียว
มองไปที่กลไกการทำงานตั้งแต่เกิดจนดับของมันว่ามันทำงานอย่างไร เมื่อทำงานพลาดจะก่อผลอะไรกับเจ้าของร่าง
หรือตัวเจ้าของทำอะไรกับร่างกายของตัวเองจนก่อให้เกิดปัญหากับร่างกายตัวเอง เมื่อเกิดปัญหาแก้เองไม่ได้
หมอ คือช่างที่แก้ไขปัญหานั้นๆเป็นรายบุคคลให้แก่เจ้าของร่างกาย ผมเพิ่งเข้าใจ
เมื่อค่ำวันนี้เองว่า คำว่าใบประกอบโรคศิลป์ ที่หมอมีนั้น มันแปลว่าอะไร หมอหนุ่มอธิบายให้ฟังว่า
การเรียนแพทย์นั้นทำให้เขาไม่รู้อะไรเลย
เราไม่เคยรู้อะไรกับโรคต่างๆที่เกิดขึ้นเลย เราเพียงรักษาตามอาการหรือวินิจฉัย ซึ่งคือความคาดเดา ความน่าจะเป็น
ที่มีข้อมูลมาจากการสั่งสมความรู้ของหมอรุ่นก่อนๆในประวัติศาสตร์ นั่นคือวิธีการรักษาโรคให้แก่บุคลลหนึ่งๆ
ซึ่งจะไม่เหมือนกันกับบุคคลอื่นแม้จะเป็นโรคเดียวกัน ทั้งชนิดยา ขนาดยา ระยะเวลาการรับยาเข้าร่างกาย
นี่คือศิลปะของการรักษาโรคซึ่งเหมือนกับศิลปะในแบบที่เราเข้าใจ คือ ไม่มีรูปแบบหรือทฤษฎีทางความงามที่ตายตัว
ใช่ ฉันเพิ่งเข้าใจและเข้าใจว่าทำไมหมอส่วนใหญ่จึงชอบศิลปะมากกว่าคนอาชีพอื่น ร่างกายเป็นสิ่งมหัศจรรย์เราไม่เคยรู้เลยว่า
เซลล์นับล้านๆตัวมันทำงานอย่างไรที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ ป้องกันต่อสู้กับสิ่งต่างๆจากเชื้อโรคที่จะมาทำร้าย ทำลายร่างกายของเรา
จากสิ่งที่ยากเกินกว่าฉันจะเข้าใจหมออธิบายให้ฟังง่ายๆจนฉันสรุปได้ว่า
สิ่งต่างๆในร่างกายภายในไม่ต่างอะไรกับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เราอาศัยอยู่เลย
ตอบว่า ศีลธรรม